Archive

Archive for มิถุนายน, 2008

มิ.ย.
27

 

หลายคนคงไม่เคยคิดว่าวันนี้ของปีที่แล้วหรือปีก่อนๆที่ผ่านมาเรากำลังทำอะไรอยู่???เป็นอีกความคิดที่ผมได้มาจากผู้หญิงคนนึงที่ครั้งนึงเธอเคยถามกับตัวเองว่า “วันนี้  เวลานี้ของปีที่แล้วเธอกำลังทำอะไรอยุ่ ที่ใหน อยู่กับใครแล้วความรู้สึกตอนนั้นล่ะ”
ผมเองเมื่อมาคิดถึงคำที่เธอพูดจึงทำให้เราคิดหวนไปถึงอดีตของตัวเราเองที่ผ่านมา…………
                           .สำหรับผมเองนี่เราผ่านร้อนผ่านหนาวมา10แล้วเหรอแต่ความรู้สึกเหมือนมันผ่านมาไม่นานเอง
จากเด็กชายบ้านนอกๆตัวเล็กๆที่จบป.6แล้วดั้นด้นเข้าเรียนในเมืองซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนั้นไม่ใช่ว่าครอบครัวจะร่ำรวยอะไรหรอกครับ..ฐานะก็ไม่แตกต่างไปจากครอบครัวข้างๆบ้านมากนักพ่อแม่ก็เป็นเกษตรกรทำไร่ทำนาครับ..ซึ่งระยะทางจากบ้านถึงโรงเรียนในตัวเมืองนั้นห่างไกลเกือบ60กิโลเมตรสมัยเมื่อ10ปีที่แล้วการเดินทางก็ยังไม่สะดวกมากนักต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี5 เพื่ออกมารอรถประจำทางสมัยนั้นมี 45นาที -เกือบ1 ชั่วโมงมีมาคันนึงต้องตื่นแต่เช้าหน่อยครับเพื่อออกไปรอรถรอบ 06.00 เช้าถ้าไช้หน่อย ก็รออีกที 07.00  ใช้เวลาประมาณ1ชั้วโมงกว่าๆก็ไปถึงครั ตอนนั้นรถประจำทางก็มีสาย ขอนแก่น-มุกดาหารรถธรรมดาครับ 2ประตู 24 หน้าต่าง(คนในหมู่บ้านพาเอิ้นอิอิอิ)ค่ารถก็ 10 บาท และรถสาย
กาฬสินธุ์-บัวขาว ,กาฬสินธุ์- เขาวง 

ซึ่ง2 สายหลังที่พูดนี่ไม่อยากพูดถึงเลยครับ ช้ามากๆๆ2ชั่วโมงมาคันวันใหนที่เผลอขึ้นรับรองคับไปเรียนไม่ทันแน่นอน………..
                            การเดินทางไม่ค่อยสะดวกมากนักทางพ่อ กับแม่ ท่านเองก็เลยให้ผมไปพักอยู่กับย่า,แลอา ซึ่งบ้านท่านเองอยู่ห่างจากดรงเรียนประมาณ 2 กิโลเองครับผมไปพักจัน-ศุกร์  เสาอาทิตก็กลับบ้าน  วันจันทรืตอนเช้าก็ไปเรียนเหมือนเดิม  ตอนนั้นผมเองแม่ให้ตังใช้อาทิตละ 200 บาท ลองหารดูนะครับว่าตกวันละเท่า??? ถ้ามีกิจกรรมหรือซื้อหนังสือก็ได้เพิ่มครับ ผมเหลือเก็บนะครับแต่ก็ไม่มากนัก…
                            จากเด็ก ป6 ก โรงเรียนสงเปลือยวิทยายนก้าวสู่ ม.1/5โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์…ทั้งโรงเรียนมีผมคนเดียวครับที่ไปเรียนที่นั่นเพื่อนส่วนมากก็เรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอผมเองไปแรกๆก็แทบไม่รู้จักใครเลยต้องไปเริ่มมีเพื่อนใหม่แต่ก็ยังดีครับที่หมู่บ้านของผมเองมีเพื่อรรุ่นเดียวกับผมไปเรียน2คนคือ ไอ้เบิร์ด  ไอ้แชมป์(ขอเอ่ยนามนะเพื่อนนานๆทีเขียนประวัติตัวเอง) แต่ได้อยู่คนละห้องครับ เบร์ด 1/2  แช้มป์ 1/7 มีทั้งหมด12ห้องครับ แช้มกะเบิร์ดไม่ใช่เพื่อนที่จบจากโรงเรียนบ้านสงเปลือยครับจบมาจากโรงเรียนอื่นทั้งสองคนแต่เราไปเจอกันที่นั่นแล้วก็เป็นเพื่อนสนิทกัน..และเพื่อนที่อยุ่ที่บ้านที่ผมถือว่าเป็นเพื่อนตายของผมก็มี นุ แท็ก ไวไว เบิร์ด แชมป์  ก้อน เสถียร อีกหลายๆคนครับเราเล่นด้วยกันมาตังแต่เด็กจนถึงปัจจุบันก็ยังติดต่อกันเรื่ออยู่แม้กาลเวลาที่ต้องให้แต่ละคนห่างกันก็ตาม..
                            เด็กบ้านนอกอย่างผมได้มีโอกาศไปเรียนในเมือง6ปี จากม.1 -ม.6 ซึ่งเจอสิ่งแปลกๆใหม่ๆมากมายทังประสบการ ความรู้ เพื่อนๆๆที่มีอยุ่แทบทุกอำเภอในจังหวัดจนผ่านมาถึงทุกวันนี้ก็10ปีแล้วครับจากม.1 จนถึงปัจจุบัน
เพื่อนๆที่รู้จักกันต่างคนต่างแยกย้ายกันไปตามกาลเวลาที่หมุนให้พวกเราต้องก้าวไปกับมัน บางคนจบม.6มีโอกาศเข้าศึกษาต่อตามมหาวิทยาลัย เพื่อนบางคนก็จบ ม.6 แล้วต้องทำงานส่งตัวเองเรียนครับตามฐานะครอบครัวที่บางครอบครัวขัดสนนักขอยกตัวอย่างเพื่อนผม นุ เรียนเก่งมากสอบได้ทุนเรียนของประเทศญี่ปุ่น แต่ต้องพาดโอกาศไปเพราะสภาพคล่องทางครอบครัว
นุเองเป็นคนขยันกตัญญู สตรี สุราเมลัยไม่เคยแตะ ทั้งทำงานทั้งเรียนศึกษาด้วยตัวเองจนสามารถสอบเข้าทำงานบริษัทดีๆได้ทั้งๆที่จบ ม.6 ต้องสอบแข่งกะคนอื่นมากมาย  คงเป็ยเพราะผลบุญที่นุทำไว้ครับต้องลำบากมามากผมเองนับถือน้ำใจเพื่อนคนนี้ที่สุดในบรรดาเพื่อนที่ผมรู้จักครับ…
           ปัจจุบัน  เบริด เรียนต่อ ป. โทที่ทางด้านวิศวะกรรมทางพลังงานที่มหาวิทยลัยพระจอมเกล้าธนบุรี
                      แชมป์ เป็นนักกฎหมายหนุ่ม อาชีพเสริมคือนักดนตรีตามผลับ ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งเป็นนักตนตรีข้างคนนสวนจตุจัตร
                       นุ ทำงานบริบํทอยู่สมุทรปราการครับ
  ส่วนเพื่อนคนอื่นๆแยกย้ายกันทำงานมากมายแต่ละที่ไม่อาจได้เอ่ยถึงครับ เรากลุ่มเพื่อนๆๆทั้งหมดนานๆจะเอจกันครั้งยาม มเทศกาลหยุดปีใหม่ สงกรานต์ เราจะมีการฉลองกันอย่างข้ามคืน  เมาข้ามวันเลยก็ว่าได้ครับ อิอิอิ
………………………………………………………………………………………………..คิดถึงเพื่อนๆทุกคนนะครับ…………..
                                                                                                tong  27/06/51
                                                                                                        

 

 

 

 

 

 

 


มิ.ย.
24

ยังไม่ทันคลี่คลายว่า “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นของใคร แต่คำครหา เขาพระวิหารแลกขุมทรัพย์กลางทะเลพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา กลับเอ็ดอึง แม้จะบ่งถึงการมองการณ์ไกลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ชิงเจรจาธุรกิจพลังงานกับ ฮุน เซน แต่นั่นก็หมิ่นเหม่ต่อความรู้สึก “รักชาติ”

ผลสะเทือนจากการยื่นขอจดทะเบียน “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นมรดกโลกบานปลายเกินกว่าที่คาดคิด โดยเฉพาะการปลุกกระแส “รักชาติ” และประเด็นการแลกเปลี่ยนเขาพระวิหารกับ “น้ำมัน” และ “ก๊าซธรรมชาติ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา

 ท่ามกลางข่าวสะพัดว่า มีนักการเมืองไทยบางคนจะได้รับ “สัมปทาน” เป็นการตอบแทน


 จริงเท็จแค่ไหนยังไม่ปรากฏชัด แต่ที่ผ่านมาก็มีข่าวที่ถูกนำไปเชื่อมโยงให้เห็นภาพความเกี่ยวข้องอยู่เป็นระยะ ตั้งแต่ครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย บินไปตีกอล์ฟกับ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 จากนั้นก็มีข่าวว่า อดีตนายกฯ ของไทยจะไปลงทุนทำธุรกิจ ที่ จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา

 นายจาม ประสิทธิ์ รมว.พาณิชย์กัมพูชา ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์กัมพูชา และ พล.อ.เตีย บัน ก็ยืนยันด้วยเช่นกันว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเจรจาขอทำธุรกิจพลังงานร่วมกับกัมพูชา แลกกับการเจรจาเรื่องเขาพระวิหาร 
 แต่ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ก็ออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีการเกี้ยเซียะ หรือเอาแผ่นดินไปแลกอะไรอย่างเด็ดขาด

สวนแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เฉพาะข้อมูลที่ นายนพดล มีอยู่ก็มากมายมหาศาลแล้ว

 ”พื้นที่ทับซ้อนหรือเจดีเอนั้น มีการประเมินว่ามีทั้งหมด 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร ตรงนี้ต้องตกลงให้ชัดเจน เด็ดขาด ทั้งสองประเทศต้องมาบริหารจัดการร่วมกัน มาพบกันครึ่งทาง เนื่องจากมีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอยู่ในพื้นที่ถึง 5 ล้านล้านบาท” 

 นายนพดล ยืนยันด้วยว่า การเจรจาจะเป็นแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่มีเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อเจรจาเสร็จแล้ว กัมพูชาอยากจะให้ ปตท.หรือบริษัทเอกชนเข้าไปสำรวจนั้นก็เป็นเรื่องที่เขาสามารถจะทำได้

 น่าสนใจว่า หลังมีข่าวเขาพระวิหาร แลกก๊าซและน้ำมัน ไม่นาน นายนพดล ก็ไปเปิดถนนสายที่ 48 ร่วมกับตัวแทนฝ่ายกัมพูชา 

 ถนนสายที่ 48 เกิดมาจาก “เงินกู้ยืม” ที่รัฐบาลไทยให้แก่กัมพูชา จำนวน 1,200 ล้านบาท พร้อมเงินช่วยเหลืออีก 300 ล้านบาท ในการสร้างสะพานอีก 4 สะพาน

 ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ถนนสายนี้จะเชื่อมเส้นทางระหว่าง จ.เกาะกง-จ.กำปงโสม ระยะทาง 152 กิโลเมตร และเชื่อมต่อไปยังกรุงพนมเปญอีกกว่า 200 กิโลเมตร

 ถนนสาย 48 จึงเป็นถนนสายหลักที่เชื่อมต่อจากเมืองหลวงของกัมพูชามายัง จ.เกาะกง ซึ่งมีข่าวว่า อดีตนายกฯ ของไทยจะไปลงทุนทำธุรกิจที่นั่น !

 สำหรับความคืบหน้าของการแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หลังมีการเปิดถนนสาย 48 นายนพดล บอกว่า ได้หารือกับ นายสก อัน รองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 ในการหารือครั้งนี้ ได้พิจารณาว่าจะใช้หลักพื้นที่ใกล้ประเทศไหนประเทศนั้นจะได้ผลประโยชน์มากกว่า แต่ยังเป็นสูตรที่ไม่ลงตัว โดยกัมพูชาจะส่งคณะกรรมการเทคนิคมาหารือกับไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหวังว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้

 คำยืนยันของ รมว.ต่างประเทศ แม้จะยืนยันชัดว่า จะไม่มีเอกชนรายใดได้ผลประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนตรงนี้ แต่เมื่อดูจากข้อมูลของพื้นที่ทับซ้อน ทั้งขนาดของพื้นที่ รวมทั้งปริมาณก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ที่ซุกอยู่ใต้ผืนทะเลก็น่าหวั่นไหวใจในขุมทรัพย์ก้อนนี้ยิ่งนัก

 โดยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ 2.6-2.7 หมื่นตารางกิโลเมตร

 การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนผืนนี้มีการเจรจามานานตั้งแต่กัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปในปี 2515 และไทยมาประกาศภายหลังในปี 2516 จนเกิดพื้นที่เหลื่อมทับกัน แต่ผลการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนและแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 30 ปี

 กระทั่ง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 รัฐบาลไทย (สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ) และกัมพูชา ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกัน

 ใจความสำคัญ ระบุว่า พื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ขึ้นไปให้ใช้แนวทางการแบ่งเขต (Delimitation) และพื้นที่ทับซ้อนใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือลงมาให้ใช้แนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วม (Joint Development Area – JDA)

 ต่อมา ในวันที่ 10 สิงหาคม 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ของไทย (ในขณะนั้น) เดินทางไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเพื่อเจรจาเรื่องนี้ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

 ประเด็นนี้เริ่มมีความคืบหน้าอีกครั้ง หลังจากได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2551

 แหล่งข่าวในกองบัญชาการกองทัพไทย เผยว่า เดิมกัมพูชาจะส่ง นายวากิมฮอง ประธานทีบีซีของกัมพูชา มาเจรจาในเรื่องนี้ แต่ก็เงียบหายไป

 โดยครั้งที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปกัมพูชา ก็มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นไปพูด แต่หลังจากนั้นก็ดูเงียบๆ ไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกัมพูชาจะมีการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม และอาจกำลังยุ่งๆ กับการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกอยู่ก็เป็นได้

 เขามองว่า การเจรจาล่าช้าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ 2 สาเหตุหลัก คือ 1.ความไม่ชัดเจนของหลักเขตที่ 73 ซึ่งเป็นหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา หลักสุดท้าย แต่กัมพูชามองว่า เขาเสียเปรียบเยอะ และมีพื้นที่ทับซ้อนที่ตกลงกันไม่ได้ประมาณ 100 ไร่ จึงไม่สามารถตกลงเขตแดนในทะเลได้ เพราะการแบ่งเขตต้องลากเส้นอ้างอิงจากจุดนี้

 2.”อคติ” ของตัวแทนเจรจาฝ่ายกัมพูชาที่มีต่อไทย ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการเจรจาเขตแดนทางทะเลกับฝ่ายเวียดนามที่มีความทับซ้อนกันประมาณ 7,000 กว่าตารางกิโลเมตร ที่สามารถเจรจาตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว แต่กรณีพื้นที่ทับซ้อนกับไทยกลับเดินหน้าไปได้ช้ามาก

 ทั้งนี้ การเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาคงต้องใช้ระยะเวลาในการเจรจาอีกนาน และคงต้องรอดูว่า ผลจากการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกในที่ประชุมยูเนสโกจะทำให้เกิด “อาฟเตอร์ช็อก” อะไรตามมาหรือไม่

 อาฟเตอร์ช็อก ในที่นี้อาจจะมาจากกระแสคัดค้านของคนไทย ซึ่งอาจทำให้ยูเนสโกชะลอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้ก่อน

 หากยูเนสโกยอมชะลอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้จริงๆ ก็ย่อมส่งผลเสียต่อพรรครัฐบาลในกัมพูชาที่พยายามนำเอาประเด็นนี้ไป “หาเสียง” กับประชาชนของเขามาตลอด แต่ฝ่ายค้านในกัมพูชาก็พยายามโจมตีกลับว่า รัฐบาลกัมพูชายอมให้ฝ่ายไทยมากเกินไป

 เมื่อรัฐบาลกัมพูชาเสียคะแนน เพราะไม่เสร็จสมอารมณ์หมายในความพยายามปลุกกระแส “ชาตินิยมกินรวบ” เขาพระวิหาร..ก็อาจทำให้ฝันของใครบางคนที่จ้องจะมาแบ่งเค้กก้อนใหญ่นับล้านล้านบาทในอ่าวไทยอาจถึงขั้นล้มครืนก็เป็นได้

ก๊าซ-น้ำมันมหาศาลในพื้นที่ทับซ้อน

 ข้อมูลของ บริษัท เชฟรอน เมื่อปี 2548 ระบุว่า ได้ค้นพบบ่อน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ในพื้นที่ 2,427 ตารางกิโลเมตร ทางตอนใต้ของกัมพูชา

 โดยเฉพาะพื้นที่สัมปทานแปลงเอ เนื้อที่ 6,278 ตารางกิโลเมตร คาดว่าจะมีน้ำมันสำรองถึง 700 ล้านบาร์เรล และก๊าซอีก 3-5 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร

 ธนาคารโลก ประเมินว่า แหล่งพลังงานในกัมพูชาน่าจะมีน้ำมันถึง 2 พันล้านบาร์เรลและก๊าซธรรมชาติอีก 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

 โดยจะสร้างรายได้ให้กัมพูชาไม่น้อยกว่า 2 พันล้านเหรียญต่อปี (เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบบาร์เรลละ 60 เหรียญ)

 พื้นที่ที่น่าจะมีก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันมากที่สุด ก็คือ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

 โดยเฉพาะแหล่งน้ำมันแปลงบี ห่างจากชายฝั่งกัมพูชา 250 กิโลเมตร ไปทางตะวันออก ติดกับเขตน่านน้ำไทยในอ่าวไทย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 6,551 ตารางกิโลเมตร คาดว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่หลายร้อยล้านบาร์เรล

  ********************************************************************************************
อ่านดูแล้วรู้สึกยังงัยครับสำหรับพวกที่รักนักรักหนา..ชาวบ้านตาดำๆจะไปรู้อะไร๊!!!ผลประโยชน์ของอดีตนายกทั้งนั้น