มิ.ย.
24

ยังไม่ทันคลี่คลายว่า “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นของใคร แต่คำครหา เขาพระวิหารแลกขุมทรัพย์กลางทะเลพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา กลับเอ็ดอึง แม้จะบ่งถึงการมองการณ์ไกลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ชิงเจรจาธุรกิจพลังงานกับ ฮุน เซน แต่นั่นก็หมิ่นเหม่ต่อความรู้สึก “รักชาติ”

ผลสะเทือนจากการยื่นขอจดทะเบียน “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นมรดกโลกบานปลายเกินกว่าที่คาดคิด โดยเฉพาะการปลุกกระแส “รักชาติ” และประเด็นการแลกเปลี่ยนเขาพระวิหารกับ “น้ำมัน” และ “ก๊าซธรรมชาติ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา

 ท่ามกลางข่าวสะพัดว่า มีนักการเมืองไทยบางคนจะได้รับ “สัมปทาน” เป็นการตอบแทน


 จริงเท็จแค่ไหนยังไม่ปรากฏชัด แต่ที่ผ่านมาก็มีข่าวที่ถูกนำไปเชื่อมโยงให้เห็นภาพความเกี่ยวข้องอยู่เป็นระยะ ตั้งแต่ครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย บินไปตีกอล์ฟกับ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 จากนั้นก็มีข่าวว่า อดีตนายกฯ ของไทยจะไปลงทุนทำธุรกิจ ที่ จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา

 นายจาม ประสิทธิ์ รมว.พาณิชย์กัมพูชา ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์กัมพูชา และ พล.อ.เตีย บัน ก็ยืนยันด้วยเช่นกันว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเจรจาขอทำธุรกิจพลังงานร่วมกับกัมพูชา แลกกับการเจรจาเรื่องเขาพระวิหาร 
 แต่ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ก็ออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีการเกี้ยเซียะ หรือเอาแผ่นดินไปแลกอะไรอย่างเด็ดขาด

สวนแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เฉพาะข้อมูลที่ นายนพดล มีอยู่ก็มากมายมหาศาลแล้ว

 ”พื้นที่ทับซ้อนหรือเจดีเอนั้น มีการประเมินว่ามีทั้งหมด 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร ตรงนี้ต้องตกลงให้ชัดเจน เด็ดขาด ทั้งสองประเทศต้องมาบริหารจัดการร่วมกัน มาพบกันครึ่งทาง เนื่องจากมีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอยู่ในพื้นที่ถึง 5 ล้านล้านบาท” 

 นายนพดล ยืนยันด้วยว่า การเจรจาจะเป็นแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่มีเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อเจรจาเสร็จแล้ว กัมพูชาอยากจะให้ ปตท.หรือบริษัทเอกชนเข้าไปสำรวจนั้นก็เป็นเรื่องที่เขาสามารถจะทำได้

 น่าสนใจว่า หลังมีข่าวเขาพระวิหาร แลกก๊าซและน้ำมัน ไม่นาน นายนพดล ก็ไปเปิดถนนสายที่ 48 ร่วมกับตัวแทนฝ่ายกัมพูชา 

 ถนนสายที่ 48 เกิดมาจาก “เงินกู้ยืม” ที่รัฐบาลไทยให้แก่กัมพูชา จำนวน 1,200 ล้านบาท พร้อมเงินช่วยเหลืออีก 300 ล้านบาท ในการสร้างสะพานอีก 4 สะพาน

 ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ถนนสายนี้จะเชื่อมเส้นทางระหว่าง จ.เกาะกง-จ.กำปงโสม ระยะทาง 152 กิโลเมตร และเชื่อมต่อไปยังกรุงพนมเปญอีกกว่า 200 กิโลเมตร

 ถนนสาย 48 จึงเป็นถนนสายหลักที่เชื่อมต่อจากเมืองหลวงของกัมพูชามายัง จ.เกาะกง ซึ่งมีข่าวว่า อดีตนายกฯ ของไทยจะไปลงทุนทำธุรกิจที่นั่น !

 สำหรับความคืบหน้าของการแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หลังมีการเปิดถนนสาย 48 นายนพดล บอกว่า ได้หารือกับ นายสก อัน รองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 ในการหารือครั้งนี้ ได้พิจารณาว่าจะใช้หลักพื้นที่ใกล้ประเทศไหนประเทศนั้นจะได้ผลประโยชน์มากกว่า แต่ยังเป็นสูตรที่ไม่ลงตัว โดยกัมพูชาจะส่งคณะกรรมการเทคนิคมาหารือกับไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหวังว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้

 คำยืนยันของ รมว.ต่างประเทศ แม้จะยืนยันชัดว่า จะไม่มีเอกชนรายใดได้ผลประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนตรงนี้ แต่เมื่อดูจากข้อมูลของพื้นที่ทับซ้อน ทั้งขนาดของพื้นที่ รวมทั้งปริมาณก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ที่ซุกอยู่ใต้ผืนทะเลก็น่าหวั่นไหวใจในขุมทรัพย์ก้อนนี้ยิ่งนัก

 โดยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ 2.6-2.7 หมื่นตารางกิโลเมตร

 การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนผืนนี้มีการเจรจามานานตั้งแต่กัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปในปี 2515 และไทยมาประกาศภายหลังในปี 2516 จนเกิดพื้นที่เหลื่อมทับกัน แต่ผลการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนและแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 30 ปี

 กระทั่ง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 รัฐบาลไทย (สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ) และกัมพูชา ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกัน

 ใจความสำคัญ ระบุว่า พื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ขึ้นไปให้ใช้แนวทางการแบ่งเขต (Delimitation) และพื้นที่ทับซ้อนใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือลงมาให้ใช้แนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วม (Joint Development Area – JDA)

 ต่อมา ในวันที่ 10 สิงหาคม 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ของไทย (ในขณะนั้น) เดินทางไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเพื่อเจรจาเรื่องนี้ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

 ประเด็นนี้เริ่มมีความคืบหน้าอีกครั้ง หลังจากได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2551

 แหล่งข่าวในกองบัญชาการกองทัพไทย เผยว่า เดิมกัมพูชาจะส่ง นายวากิมฮอง ประธานทีบีซีของกัมพูชา มาเจรจาในเรื่องนี้ แต่ก็เงียบหายไป

 โดยครั้งที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปกัมพูชา ก็มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นไปพูด แต่หลังจากนั้นก็ดูเงียบๆ ไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกัมพูชาจะมีการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม และอาจกำลังยุ่งๆ กับการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกอยู่ก็เป็นได้

 เขามองว่า การเจรจาล่าช้าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ 2 สาเหตุหลัก คือ 1.ความไม่ชัดเจนของหลักเขตที่ 73 ซึ่งเป็นหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา หลักสุดท้าย แต่กัมพูชามองว่า เขาเสียเปรียบเยอะ และมีพื้นที่ทับซ้อนที่ตกลงกันไม่ได้ประมาณ 100 ไร่ จึงไม่สามารถตกลงเขตแดนในทะเลได้ เพราะการแบ่งเขตต้องลากเส้นอ้างอิงจากจุดนี้

 2.”อคติ” ของตัวแทนเจรจาฝ่ายกัมพูชาที่มีต่อไทย ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการเจรจาเขตแดนทางทะเลกับฝ่ายเวียดนามที่มีความทับซ้อนกันประมาณ 7,000 กว่าตารางกิโลเมตร ที่สามารถเจรจาตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว แต่กรณีพื้นที่ทับซ้อนกับไทยกลับเดินหน้าไปได้ช้ามาก

 ทั้งนี้ การเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาคงต้องใช้ระยะเวลาในการเจรจาอีกนาน และคงต้องรอดูว่า ผลจากการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกในที่ประชุมยูเนสโกจะทำให้เกิด “อาฟเตอร์ช็อก” อะไรตามมาหรือไม่

 อาฟเตอร์ช็อก ในที่นี้อาจจะมาจากกระแสคัดค้านของคนไทย ซึ่งอาจทำให้ยูเนสโกชะลอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้ก่อน

 หากยูเนสโกยอมชะลอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้จริงๆ ก็ย่อมส่งผลเสียต่อพรรครัฐบาลในกัมพูชาที่พยายามนำเอาประเด็นนี้ไป “หาเสียง” กับประชาชนของเขามาตลอด แต่ฝ่ายค้านในกัมพูชาก็พยายามโจมตีกลับว่า รัฐบาลกัมพูชายอมให้ฝ่ายไทยมากเกินไป

 เมื่อรัฐบาลกัมพูชาเสียคะแนน เพราะไม่เสร็จสมอารมณ์หมายในความพยายามปลุกกระแส “ชาตินิยมกินรวบ” เขาพระวิหาร..ก็อาจทำให้ฝันของใครบางคนที่จ้องจะมาแบ่งเค้กก้อนใหญ่นับล้านล้านบาทในอ่าวไทยอาจถึงขั้นล้มครืนก็เป็นได้

ก๊าซ-น้ำมันมหาศาลในพื้นที่ทับซ้อน

 ข้อมูลของ บริษัท เชฟรอน เมื่อปี 2548 ระบุว่า ได้ค้นพบบ่อน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ในพื้นที่ 2,427 ตารางกิโลเมตร ทางตอนใต้ของกัมพูชา

 โดยเฉพาะพื้นที่สัมปทานแปลงเอ เนื้อที่ 6,278 ตารางกิโลเมตร คาดว่าจะมีน้ำมันสำรองถึง 700 ล้านบาร์เรล และก๊าซอีก 3-5 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร

 ธนาคารโลก ประเมินว่า แหล่งพลังงานในกัมพูชาน่าจะมีน้ำมันถึง 2 พันล้านบาร์เรลและก๊าซธรรมชาติอีก 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

 โดยจะสร้างรายได้ให้กัมพูชาไม่น้อยกว่า 2 พันล้านเหรียญต่อปี (เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบบาร์เรลละ 60 เหรียญ)

 พื้นที่ที่น่าจะมีก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันมากที่สุด ก็คือ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

 โดยเฉพาะแหล่งน้ำมันแปลงบี ห่างจากชายฝั่งกัมพูชา 250 กิโลเมตร ไปทางตะวันออก ติดกับเขตน่านน้ำไทยในอ่าวไทย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 6,551 ตารางกิโลเมตร คาดว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่หลายร้อยล้านบาร์เรล

  ********************************************************************************************
อ่านดูแล้วรู้สึกยังงัยครับสำหรับพวกที่รักนักรักหนา..ชาวบ้านตาดำๆจะไปรู้อะไร๊!!!ผลประโยชน์ของอดีตนายกทั้งนั้น

พ.ค.
30

” ชะม้อย หอยเหล็ก วณิพกพิฆาตความเครียด “

ในวันที่มหานครเมืองใหญ่ ได้กลายเป็นสถานที่ ที่คนจำนวนมากใช้เป็นจุดหมายปลายทางของการตามหาความฝันให้กับตัวเอง ความฝันที่มีจุดหมายปลายทางที่กระจ่างชัดของบางคน ขณะที่ บางคนเลือกก็เอาพรมลิขิตเป็นตัวชี้นำทาง“รัตนะ สุทธิประภา” เด็กหนุ่มจากจังหวัดหนองคาย เป็นคนหนึ่งที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหลวง ด้วยความมุ่งหมายที่ว่า “ไปตายเอาดาบหน้า” น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ซึ่งการศึกษาไม่สูงนักกับชีวิตในเมืองใหญ่ที่ไม่รู้จักใครเลย เขาจะทำอะไรได้มากไปกว่างานรับจ้างทั่วๆ ไป แต่ความสามารถด้านการฟ้อนรำที่ติดตัวมาก็ทำให้ชีวิตมาจบลงที่การแสดงริมถนน

ภาพของชายแต่งหน้าขาว แต่งแต้มแก้มสีแดง นุ่งผ้าซิ่นพื้นบ้านอีสาน ใส่วิกผมซึ่งประดับด้วยดอกไม้หลากสี มาพร้อมกับเสียงเพลงจากเครื่องขยายเสียงขนาดย่อม ในวันเสาร์และอาทิตย์เขามีฐานปฏิบัติการอยู่ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ส่วนวันอื่นๆ จะพบเห็นเขาได้ริมถนน บนสะพานลอยทั่วๆ ไป

นักแสดงริมถนนคนนี้ แนะนำตัวเองกับผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาในชื่อ “ชะม้อย หอยเหล็ก”

การแสดงเพื่อแลกเศษเงิน อาจเป็นวัตถุประสงค์แรกเริ่มก็จริงอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า การแสดงริมถนนและเศษเงินที่ได้ในแต่ละวันก็ถูกลดความสำคัญลง โดยมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวจากการออกแสดงของ “แม่ชะม้อย” ในแต่ละวันเข้ามาแทนที่

เมื่อวันหนึ่งเขาพบว่ารอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ รวมถึงสายตาที่ฉงนสนเท่ห์ ของผู้คนสองข้างทางที่เกิดขึ้น เมื่อพบเห็นการแสดงของเขานั่นต่างหากที่เขาต้องการเห็นในการแสดงของ “แม่ชะม้อย” แต่ละครั้ง

การแสดงของ “แม่ชะม้อย” ในมุมหนึ่งเขาคือผู้สร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้ผู้คนบนโลกใบนี้ แต่อีกมุมหนึ่ง นี่คือหนทางแห่งการปลดปล่อยความปวดร้าว รวมถึงเรื่องราวที่ขมขื่นในชีวิตของคนๆ หนึ่ง

เด็กหนุ่มบ้านนอกที่เข้ามาผจญโลกในเมืองใหญ่ เขาเรียนรู้อะไรจากชีวิตริมถนน การแสดงในร่างของ “แม่ชะม้อย” ช่วยปลดปล่อยความทุกข์ที่มีของคนๆ หนึ่งได้อย่างไร

 

 

…………………………………………………………………………………………………………………………….
เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมาได้ดูรายการคนค้นคนได้แง่คิดมุมมองชีวิตของคนๆหนึ่งที่เลือกจะระะบายความเครียดของตัวเองโดยใช้เสียงเพลงเป็นรอยยิ้มให้คนอื่น……………
……………..แล้วเราล่ะ!!!!!!หาทางออกระบายความเครียดของตัวเองด้วยวิธีใด??????
ดูรายการย้อนหลังได้ที่นี่ครับ   คลิก

 


พ.ค.
28

เมื่อ2วันที่แล้ว 26-27 ผมได้มีโอกาศเข้าร่วมประชุมที่งานTMIจัดเกี่ยวกับการพัฒนาด้านรหัสผ่าตัด …หัตถการ
ก็ดีครับได้เจอเพื่อนๆ พี่เวชที่อยู่กาฬสินธุ์ก็มาหลายคน ที่พีรวัฒน์  พี่นพ พี่หนึ่ง พี่กระแต แต่ละคนนี่รุ่นใหญ่ๆๆกันทั้งนั้นอายที่จเรียกพี่อิอิอิ..
                 ได้คุยกะพี่หลายๆๆคนครับรู้สึกว่าเวชเรามีประชุมทีไรก็จะสนุกสนานเฮฮาปาตี้ร์ตามประสาเวชกันแทบทุกงาน
งานนี้ก็คงเช่นกันได้พบปะ พูดคุยกันอย่างพี่น้อง..
……………….ว่าแต่ว่าไปครั้งนี้น่ะได้อะไรกลับมาบ้างอ่ะเราอิอิอิหรือว่าไปนั่งหลับมาหรือว่าไปโม้   ไม่ก็ไปกินอาหารโรงแรมอร่อยๆให้คุ้มเงินรพ.ที่จ่ายให้55555555555++++