มิ.ย.
27

 

หลายคนคงไม่เคยคิดว่าวันนี้ของปีที่แล้วหรือปีก่อนๆที่ผ่านมาเรากำลังทำอะไรอยู่???เป็นอีกความคิดที่ผมได้มาจากผู้หญิงคนนึงที่ครั้งนึงเธอเคยถามกับตัวเองว่า “วันนี้  เวลานี้ของปีที่แล้วเธอกำลังทำอะไรอยุ่ ที่ใหน อยู่กับใครแล้วความรู้สึกตอนนั้นล่ะ”
ผมเองเมื่อมาคิดถึงคำที่เธอพูดจึงทำให้เราคิดหวนไปถึงอดีตของตัวเราเองที่ผ่านมา…………
                           .สำหรับผมเองนี่เราผ่านร้อนผ่านหนาวมา10แล้วเหรอแต่ความรู้สึกเหมือนมันผ่านมาไม่นานเอง
จากเด็กชายบ้านนอกๆตัวเล็กๆที่จบป.6แล้วดั้นด้นเข้าเรียนในเมืองซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนั้นไม่ใช่ว่าครอบครัวจะร่ำรวยอะไรหรอกครับ..ฐานะก็ไม่แตกต่างไปจากครอบครัวข้างๆบ้านมากนักพ่อแม่ก็เป็นเกษตรกรทำไร่ทำนาครับ..ซึ่งระยะทางจากบ้านถึงโรงเรียนในตัวเมืองนั้นห่างไกลเกือบ60กิโลเมตรสมัยเมื่อ10ปีที่แล้วการเดินทางก็ยังไม่สะดวกมากนักต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี5 เพื่ออกมารอรถประจำทางสมัยนั้นมี 45นาที -เกือบ1 ชั่วโมงมีมาคันนึงต้องตื่นแต่เช้าหน่อยครับเพื่อออกไปรอรถรอบ 06.00 เช้าถ้าไช้หน่อย ก็รออีกที 07.00  ใช้เวลาประมาณ1ชั้วโมงกว่าๆก็ไปถึงครั ตอนนั้นรถประจำทางก็มีสาย ขอนแก่น-มุกดาหารรถธรรมดาครับ 2ประตู 24 หน้าต่าง(คนในหมู่บ้านพาเอิ้นอิอิอิ)ค่ารถก็ 10 บาท และรถสาย
กาฬสินธุ์-บัวขาว ,กาฬสินธุ์- เขาวง 

ซึ่ง2 สายหลังที่พูดนี่ไม่อยากพูดถึงเลยครับ ช้ามากๆๆ2ชั่วโมงมาคันวันใหนที่เผลอขึ้นรับรองคับไปเรียนไม่ทันแน่นอน………..
                            การเดินทางไม่ค่อยสะดวกมากนักทางพ่อ กับแม่ ท่านเองก็เลยให้ผมไปพักอยู่กับย่า,แลอา ซึ่งบ้านท่านเองอยู่ห่างจากดรงเรียนประมาณ 2 กิโลเองครับผมไปพักจัน-ศุกร์  เสาอาทิตก็กลับบ้าน  วันจันทรืตอนเช้าก็ไปเรียนเหมือนเดิม  ตอนนั้นผมเองแม่ให้ตังใช้อาทิตละ 200 บาท ลองหารดูนะครับว่าตกวันละเท่า??? ถ้ามีกิจกรรมหรือซื้อหนังสือก็ได้เพิ่มครับ ผมเหลือเก็บนะครับแต่ก็ไม่มากนัก…
                            จากเด็ก ป6 ก โรงเรียนสงเปลือยวิทยายนก้าวสู่ ม.1/5โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์…ทั้งโรงเรียนมีผมคนเดียวครับที่ไปเรียนที่นั่นเพื่อนส่วนมากก็เรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอผมเองไปแรกๆก็แทบไม่รู้จักใครเลยต้องไปเริ่มมีเพื่อนใหม่แต่ก็ยังดีครับที่หมู่บ้านของผมเองมีเพื่อรรุ่นเดียวกับผมไปเรียน2คนคือ ไอ้เบิร์ด  ไอ้แชมป์(ขอเอ่ยนามนะเพื่อนนานๆทีเขียนประวัติตัวเอง) แต่ได้อยู่คนละห้องครับ เบร์ด 1/2  แช้มป์ 1/7 มีทั้งหมด12ห้องครับ แช้มกะเบิร์ดไม่ใช่เพื่อนที่จบจากโรงเรียนบ้านสงเปลือยครับจบมาจากโรงเรียนอื่นทั้งสองคนแต่เราไปเจอกันที่นั่นแล้วก็เป็นเพื่อนสนิทกัน..และเพื่อนที่อยุ่ที่บ้านที่ผมถือว่าเป็นเพื่อนตายของผมก็มี นุ แท็ก ไวไว เบิร์ด แชมป์  ก้อน เสถียร อีกหลายๆคนครับเราเล่นด้วยกันมาตังแต่เด็กจนถึงปัจจุบันก็ยังติดต่อกันเรื่ออยู่แม้กาลเวลาที่ต้องให้แต่ละคนห่างกันก็ตาม..
                            เด็กบ้านนอกอย่างผมได้มีโอกาศไปเรียนในเมือง6ปี จากม.1 -ม.6 ซึ่งเจอสิ่งแปลกๆใหม่ๆมากมายทังประสบการ ความรู้ เพื่อนๆๆที่มีอยุ่แทบทุกอำเภอในจังหวัดจนผ่านมาถึงทุกวันนี้ก็10ปีแล้วครับจากม.1 จนถึงปัจจุบัน
เพื่อนๆที่รู้จักกันต่างคนต่างแยกย้ายกันไปตามกาลเวลาที่หมุนให้พวกเราต้องก้าวไปกับมัน บางคนจบม.6มีโอกาศเข้าศึกษาต่อตามมหาวิทยาลัย เพื่อนบางคนก็จบ ม.6 แล้วต้องทำงานส่งตัวเองเรียนครับตามฐานะครอบครัวที่บางครอบครัวขัดสนนักขอยกตัวอย่างเพื่อนผม นุ เรียนเก่งมากสอบได้ทุนเรียนของประเทศญี่ปุ่น แต่ต้องพาดโอกาศไปเพราะสภาพคล่องทางครอบครัว
นุเองเป็นคนขยันกตัญญู สตรี สุราเมลัยไม่เคยแตะ ทั้งทำงานทั้งเรียนศึกษาด้วยตัวเองจนสามารถสอบเข้าทำงานบริษัทดีๆได้ทั้งๆที่จบ ม.6 ต้องสอบแข่งกะคนอื่นมากมาย  คงเป็ยเพราะผลบุญที่นุทำไว้ครับต้องลำบากมามากผมเองนับถือน้ำใจเพื่อนคนนี้ที่สุดในบรรดาเพื่อนที่ผมรู้จักครับ…
           ปัจจุบัน  เบริด เรียนต่อ ป. โทที่ทางด้านวิศวะกรรมทางพลังงานที่มหาวิทยลัยพระจอมเกล้าธนบุรี
                      แชมป์ เป็นนักกฎหมายหนุ่ม อาชีพเสริมคือนักดนตรีตามผลับ ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งเป็นนักตนตรีข้างคนนสวนจตุจัตร
                       นุ ทำงานบริบํทอยู่สมุทรปราการครับ
  ส่วนเพื่อนคนอื่นๆแยกย้ายกันทำงานมากมายแต่ละที่ไม่อาจได้เอ่ยถึงครับ เรากลุ่มเพื่อนๆๆทั้งหมดนานๆจะเอจกันครั้งยาม มเทศกาลหยุดปีใหม่ สงกรานต์ เราจะมีการฉลองกันอย่างข้ามคืน  เมาข้ามวันเลยก็ว่าได้ครับ อิอิอิ
………………………………………………………………………………………………..คิดถึงเพื่อนๆทุกคนนะครับ…………..
                                                                                                tong  27/06/51
                                                                                                        

 

 

 

 

 

 

 


มิ.ย.
24

ยังไม่ทันคลี่คลายว่า “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นของใคร แต่คำครหา เขาพระวิหารแลกขุมทรัพย์กลางทะเลพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา กลับเอ็ดอึง แม้จะบ่งถึงการมองการณ์ไกลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ชิงเจรจาธุรกิจพลังงานกับ ฮุน เซน แต่นั่นก็หมิ่นเหม่ต่อความรู้สึก “รักชาติ”

ผลสะเทือนจากการยื่นขอจดทะเบียน “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นมรดกโลกบานปลายเกินกว่าที่คาดคิด โดยเฉพาะการปลุกกระแส “รักชาติ” และประเด็นการแลกเปลี่ยนเขาพระวิหารกับ “น้ำมัน” และ “ก๊าซธรรมชาติ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา

 ท่ามกลางข่าวสะพัดว่า มีนักการเมืองไทยบางคนจะได้รับ “สัมปทาน” เป็นการตอบแทน


 จริงเท็จแค่ไหนยังไม่ปรากฏชัด แต่ที่ผ่านมาก็มีข่าวที่ถูกนำไปเชื่อมโยงให้เห็นภาพความเกี่ยวข้องอยู่เป็นระยะ ตั้งแต่ครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย บินไปตีกอล์ฟกับ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 จากนั้นก็มีข่าวว่า อดีตนายกฯ ของไทยจะไปลงทุนทำธุรกิจ ที่ จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา

 นายจาม ประสิทธิ์ รมว.พาณิชย์กัมพูชา ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์กัมพูชา และ พล.อ.เตีย บัน ก็ยืนยันด้วยเช่นกันว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเจรจาขอทำธุรกิจพลังงานร่วมกับกัมพูชา แลกกับการเจรจาเรื่องเขาพระวิหาร 
 แต่ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ก็ออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีการเกี้ยเซียะ หรือเอาแผ่นดินไปแลกอะไรอย่างเด็ดขาด

สวนแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เฉพาะข้อมูลที่ นายนพดล มีอยู่ก็มากมายมหาศาลแล้ว

 ”พื้นที่ทับซ้อนหรือเจดีเอนั้น มีการประเมินว่ามีทั้งหมด 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร ตรงนี้ต้องตกลงให้ชัดเจน เด็ดขาด ทั้งสองประเทศต้องมาบริหารจัดการร่วมกัน มาพบกันครึ่งทาง เนื่องจากมีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอยู่ในพื้นที่ถึง 5 ล้านล้านบาท” 

 นายนพดล ยืนยันด้วยว่า การเจรจาจะเป็นแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่มีเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อเจรจาเสร็จแล้ว กัมพูชาอยากจะให้ ปตท.หรือบริษัทเอกชนเข้าไปสำรวจนั้นก็เป็นเรื่องที่เขาสามารถจะทำได้

 น่าสนใจว่า หลังมีข่าวเขาพระวิหาร แลกก๊าซและน้ำมัน ไม่นาน นายนพดล ก็ไปเปิดถนนสายที่ 48 ร่วมกับตัวแทนฝ่ายกัมพูชา 

 ถนนสายที่ 48 เกิดมาจาก “เงินกู้ยืม” ที่รัฐบาลไทยให้แก่กัมพูชา จำนวน 1,200 ล้านบาท พร้อมเงินช่วยเหลืออีก 300 ล้านบาท ในการสร้างสะพานอีก 4 สะพาน

 ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ถนนสายนี้จะเชื่อมเส้นทางระหว่าง จ.เกาะกง-จ.กำปงโสม ระยะทาง 152 กิโลเมตร และเชื่อมต่อไปยังกรุงพนมเปญอีกกว่า 200 กิโลเมตร

 ถนนสาย 48 จึงเป็นถนนสายหลักที่เชื่อมต่อจากเมืองหลวงของกัมพูชามายัง จ.เกาะกง ซึ่งมีข่าวว่า อดีตนายกฯ ของไทยจะไปลงทุนทำธุรกิจที่นั่น !

 สำหรับความคืบหน้าของการแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หลังมีการเปิดถนนสาย 48 นายนพดล บอกว่า ได้หารือกับ นายสก อัน รองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 ในการหารือครั้งนี้ ได้พิจารณาว่าจะใช้หลักพื้นที่ใกล้ประเทศไหนประเทศนั้นจะได้ผลประโยชน์มากกว่า แต่ยังเป็นสูตรที่ไม่ลงตัว โดยกัมพูชาจะส่งคณะกรรมการเทคนิคมาหารือกับไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหวังว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้

 คำยืนยันของ รมว.ต่างประเทศ แม้จะยืนยันชัดว่า จะไม่มีเอกชนรายใดได้ผลประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนตรงนี้ แต่เมื่อดูจากข้อมูลของพื้นที่ทับซ้อน ทั้งขนาดของพื้นที่ รวมทั้งปริมาณก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ที่ซุกอยู่ใต้ผืนทะเลก็น่าหวั่นไหวใจในขุมทรัพย์ก้อนนี้ยิ่งนัก

 โดยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ 2.6-2.7 หมื่นตารางกิโลเมตร

 การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนผืนนี้มีการเจรจามานานตั้งแต่กัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปในปี 2515 และไทยมาประกาศภายหลังในปี 2516 จนเกิดพื้นที่เหลื่อมทับกัน แต่ผลการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนและแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 30 ปี

 กระทั่ง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 รัฐบาลไทย (สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ) และกัมพูชา ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกัน

 ใจความสำคัญ ระบุว่า พื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ขึ้นไปให้ใช้แนวทางการแบ่งเขต (Delimitation) และพื้นที่ทับซ้อนใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือลงมาให้ใช้แนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วม (Joint Development Area – JDA)

 ต่อมา ในวันที่ 10 สิงหาคม 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ของไทย (ในขณะนั้น) เดินทางไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเพื่อเจรจาเรื่องนี้ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

 ประเด็นนี้เริ่มมีความคืบหน้าอีกครั้ง หลังจากได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2551

 แหล่งข่าวในกองบัญชาการกองทัพไทย เผยว่า เดิมกัมพูชาจะส่ง นายวากิมฮอง ประธานทีบีซีของกัมพูชา มาเจรจาในเรื่องนี้ แต่ก็เงียบหายไป

 โดยครั้งที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปกัมพูชา ก็มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นไปพูด แต่หลังจากนั้นก็ดูเงียบๆ ไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกัมพูชาจะมีการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม และอาจกำลังยุ่งๆ กับการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกอยู่ก็เป็นได้

 เขามองว่า การเจรจาล่าช้าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ 2 สาเหตุหลัก คือ 1.ความไม่ชัดเจนของหลักเขตที่ 73 ซึ่งเป็นหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา หลักสุดท้าย แต่กัมพูชามองว่า เขาเสียเปรียบเยอะ และมีพื้นที่ทับซ้อนที่ตกลงกันไม่ได้ประมาณ 100 ไร่ จึงไม่สามารถตกลงเขตแดนในทะเลได้ เพราะการแบ่งเขตต้องลากเส้นอ้างอิงจากจุดนี้

 2.”อคติ” ของตัวแทนเจรจาฝ่ายกัมพูชาที่มีต่อไทย ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการเจรจาเขตแดนทางทะเลกับฝ่ายเวียดนามที่มีความทับซ้อนกันประมาณ 7,000 กว่าตารางกิโลเมตร ที่สามารถเจรจาตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว แต่กรณีพื้นที่ทับซ้อนกับไทยกลับเดินหน้าไปได้ช้ามาก

 ทั้งนี้ การเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาคงต้องใช้ระยะเวลาในการเจรจาอีกนาน และคงต้องรอดูว่า ผลจากการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกในที่ประชุมยูเนสโกจะทำให้เกิด “อาฟเตอร์ช็อก” อะไรตามมาหรือไม่

 อาฟเตอร์ช็อก ในที่นี้อาจจะมาจากกระแสคัดค้านของคนไทย ซึ่งอาจทำให้ยูเนสโกชะลอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้ก่อน

 หากยูเนสโกยอมชะลอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้จริงๆ ก็ย่อมส่งผลเสียต่อพรรครัฐบาลในกัมพูชาที่พยายามนำเอาประเด็นนี้ไป “หาเสียง” กับประชาชนของเขามาตลอด แต่ฝ่ายค้านในกัมพูชาก็พยายามโจมตีกลับว่า รัฐบาลกัมพูชายอมให้ฝ่ายไทยมากเกินไป

 เมื่อรัฐบาลกัมพูชาเสียคะแนน เพราะไม่เสร็จสมอารมณ์หมายในความพยายามปลุกกระแส “ชาตินิยมกินรวบ” เขาพระวิหาร..ก็อาจทำให้ฝันของใครบางคนที่จ้องจะมาแบ่งเค้กก้อนใหญ่นับล้านล้านบาทในอ่าวไทยอาจถึงขั้นล้มครืนก็เป็นได้

ก๊าซ-น้ำมันมหาศาลในพื้นที่ทับซ้อน

 ข้อมูลของ บริษัท เชฟรอน เมื่อปี 2548 ระบุว่า ได้ค้นพบบ่อน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ในพื้นที่ 2,427 ตารางกิโลเมตร ทางตอนใต้ของกัมพูชา

 โดยเฉพาะพื้นที่สัมปทานแปลงเอ เนื้อที่ 6,278 ตารางกิโลเมตร คาดว่าจะมีน้ำมันสำรองถึง 700 ล้านบาร์เรล และก๊าซอีก 3-5 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร

 ธนาคารโลก ประเมินว่า แหล่งพลังงานในกัมพูชาน่าจะมีน้ำมันถึง 2 พันล้านบาร์เรลและก๊าซธรรมชาติอีก 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

 โดยจะสร้างรายได้ให้กัมพูชาไม่น้อยกว่า 2 พันล้านเหรียญต่อปี (เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบบาร์เรลละ 60 เหรียญ)

 พื้นที่ที่น่าจะมีก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันมากที่สุด ก็คือ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

 โดยเฉพาะแหล่งน้ำมันแปลงบี ห่างจากชายฝั่งกัมพูชา 250 กิโลเมตร ไปทางตะวันออก ติดกับเขตน่านน้ำไทยในอ่าวไทย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 6,551 ตารางกิโลเมตร คาดว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่หลายร้อยล้านบาร์เรล

  ********************************************************************************************
อ่านดูแล้วรู้สึกยังงัยครับสำหรับพวกที่รักนักรักหนา..ชาวบ้านตาดำๆจะไปรู้อะไร๊!!!ผลประโยชน์ของอดีตนายกทั้งนั้น

พ.ค.
30

” ชะม้อย หอยเหล็ก วณิพกพิฆาตความเครียด “

ในวันที่มหานครเมืองใหญ่ ได้กลายเป็นสถานที่ ที่คนจำนวนมากใช้เป็นจุดหมายปลายทางของการตามหาความฝันให้กับตัวเอง ความฝันที่มีจุดหมายปลายทางที่กระจ่างชัดของบางคน ขณะที่ บางคนเลือกก็เอาพรมลิขิตเป็นตัวชี้นำทาง“รัตนะ สุทธิประภา” เด็กหนุ่มจากจังหวัดหนองคาย เป็นคนหนึ่งที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหลวง ด้วยความมุ่งหมายที่ว่า “ไปตายเอาดาบหน้า” น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ซึ่งการศึกษาไม่สูงนักกับชีวิตในเมืองใหญ่ที่ไม่รู้จักใครเลย เขาจะทำอะไรได้มากไปกว่างานรับจ้างทั่วๆ ไป แต่ความสามารถด้านการฟ้อนรำที่ติดตัวมาก็ทำให้ชีวิตมาจบลงที่การแสดงริมถนน

ภาพของชายแต่งหน้าขาว แต่งแต้มแก้มสีแดง นุ่งผ้าซิ่นพื้นบ้านอีสาน ใส่วิกผมซึ่งประดับด้วยดอกไม้หลากสี มาพร้อมกับเสียงเพลงจากเครื่องขยายเสียงขนาดย่อม ในวันเสาร์และอาทิตย์เขามีฐานปฏิบัติการอยู่ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ส่วนวันอื่นๆ จะพบเห็นเขาได้ริมถนน บนสะพานลอยทั่วๆ ไป

นักแสดงริมถนนคนนี้ แนะนำตัวเองกับผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาในชื่อ “ชะม้อย หอยเหล็ก”

การแสดงเพื่อแลกเศษเงิน อาจเป็นวัตถุประสงค์แรกเริ่มก็จริงอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า การแสดงริมถนนและเศษเงินที่ได้ในแต่ละวันก็ถูกลดความสำคัญลง โดยมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวจากการออกแสดงของ “แม่ชะม้อย” ในแต่ละวันเข้ามาแทนที่

เมื่อวันหนึ่งเขาพบว่ารอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ รวมถึงสายตาที่ฉงนสนเท่ห์ ของผู้คนสองข้างทางที่เกิดขึ้น เมื่อพบเห็นการแสดงของเขานั่นต่างหากที่เขาต้องการเห็นในการแสดงของ “แม่ชะม้อย” แต่ละครั้ง

การแสดงของ “แม่ชะม้อย” ในมุมหนึ่งเขาคือผู้สร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้ผู้คนบนโลกใบนี้ แต่อีกมุมหนึ่ง นี่คือหนทางแห่งการปลดปล่อยความปวดร้าว รวมถึงเรื่องราวที่ขมขื่นในชีวิตของคนๆ หนึ่ง

เด็กหนุ่มบ้านนอกที่เข้ามาผจญโลกในเมืองใหญ่ เขาเรียนรู้อะไรจากชีวิตริมถนน การแสดงในร่างของ “แม่ชะม้อย” ช่วยปลดปล่อยความทุกข์ที่มีของคนๆ หนึ่งได้อย่างไร

 

 

…………………………………………………………………………………………………………………………….
เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมาได้ดูรายการคนค้นคนได้แง่คิดมุมมองชีวิตของคนๆหนึ่งที่เลือกจะระะบายความเครียดของตัวเองโดยใช้เสียงเพลงเป็นรอยยิ้มให้คนอื่น……………
……………..แล้วเราล่ะ!!!!!!หาทางออกระบายความเครียดของตัวเองด้วยวิธีใด??????
ดูรายการย้อนหลังได้ที่นี่ครับ   คลิก

 


LELO VIBRATOR 55 inch Tv Asus Eee Slate EP121 Tablet PC Apple iPad 2 Tablet Merrell Shoes MICHAEL KORS WATCHES bali bras GUESS WOMEN WATCHES Emporio Armani Watch AK Anne Klein watch JAMBU SANDALS SWATCH WATCH ANDROID TABLET REFRIGERATOR FREEZERS BEST NETBOOK2011 ASUS EP121 TAMRON 70-300 VC 3D Home Theater Projector Angry Birds Plush archos 101 tablet ashley furniture store Bagless Upright Vacuum Barely there bras bed comforter sets BEER DISPENSERS Beyblade Battle bralette bras bras 1 breville juice BUSHNELL RANGE FINDERS canon vixia hd coach madison cool skateboards Enell Sports Bras Weber Genesis hanes bras jambu sandals jansport backpacks Jessica Bras juicer extractor Keg Refrigerator kodak mini video camera lelo vibrator LG 60PZ750 LG Infinia 55LV5500 Logitech HD Webcam Michael Kors Watches My Pillow Pet north face coat playtex bra Samsung UN46D7900 seamless bras shakespeare reels asics shoes silly bandz Troll Doll samsung un46d6300 Upright Freezer Vedette Shapewear GUESS Watches weber spirit WINE CABINET FURNITURE winsome wood XOXO Watches